สวัสดีค่ะ หลังจากที่ไม่ได้เขียนมานานมากกกก (เกือบ 2 ปี) ก็เกิดนึกอยากเขียนขึ้นมาอีกครั้ง เนื่องจากมีน้องหมาที่บ้านตัวหนึ่งเพิ่งเข้ารับการผ่าตัดมา

ก่อนอื่นขอท้าวความถึงประวัติของน้องหมาตัวนี้ก่อน คือ เจ้าหมาตัวนี้ ชื่อว่า ปุ๊ก เป็นพุดเดิ้ลอายุ 7 ขวบ หนักประมาณ 5.5 กิโลกรัม เป็นเพศเมีย เคยมีลูก 1 ครั้งมื่อตอนอายุประมาณ 1-2 ขวบ โดยที่ตอนนั้นมีลูก 5 ตัว ซึ่งพ่อพันธุ์ก็เป็นพุดเดิ้ลที่เลี้ยงไว้ด้วยกัน (คนละสายเลือดกัน) จากนั้นมาก็ไม่เคยให้มีลูกอีก โดยที่จับเจ้าตัวผู้ไปทำหมัน ส่วนตัวผู้อีกตัวมันไม่มีลูกอัณฑะอยู่แล้ว มีลูกไม่ได้ แต่ว่าหลังจากนั้นเมื่อหมาปุ๊กเป็นฮีท ก็มีการผสมอยู่บ้างเป็นครั้งคราว ทั้งที่พยายามป้องกันไม่ให้มีการผสมกันแล้ว แต่เจ้าตัวที่ไม่มีไข่มันก็ยังมีสัญชาตญาณของการผสมพันธุ์อยู่ พอบางครั้งเราเผลอมันก็ผสมกันซะได้ แต่ก็ไม่มีลูกอีก

ช่วงหลายปีหลังมานี่ เวลาหมาปุ๊กอึหรือฉี่ เราจะรู้สึกว่ากลิ่นมันแรงมากอะ ปากก็เหม็น ท้องก็ดูตึงๆ จนเราเคยกังวลว่ามันจะมีอะไรผิดปกติในท้องหรือเปล่า เรให้หมอตรวจร่างกายมันด้วยทุกครั้งที่พาไปฉีดวัคซีน ซึ่งหมอเขาเคยคลำท้องดูก็บอกว่าไม่มีอะไรผิดปกติ เราก็เลยเบาใจ แต่ที่ผิดปกตินี่ก็จะมีค่าตับ ซึ่งจากผลตรวจปรากฏว่าค่าตับของหมาปุ๊กสูงมากผิดปก (อย่างมาก)  จากปกติควรจะอยู่ที่ประมาณ 50 แต่ของเจ้าหมาปุ๊กล่อเข้าไปเป็นพันกว่า หมอก็ให้ยาบำรุงตับมา ก็กินๆ ไป แต่ก็ไม่ได้พาไปหาอย่างต่อเนื่อง

จนเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา วันนั้นเป็นวันอาทิตย์ ช่วงกลางวันเจ้าหมาปุ๊กก็ร่าเริงตามปกติ กินได้มากตามปกติ แต่ช่วงค่ำๆ สังเกตว่าเจ้าหมาปุ๊กมันนอนขดตัวเหมือนหนาว ไอ้เราก็จับตัวดูก็รู้สึกอุ่นๆ แต่ก็ไม่แน่ใจว่าคิดไปเองหรือเปล่า แต่ก็เอะใจว่า เอ๊ะ หรือว่าจะไม่สบาย แต่ว่าหมาปุ๊กน่ะ เคยเป็นไข้อยู่แค่ครั้งเดียวตอนเล็กๆ แล้วก็ไม่เคยเป็นอีกเลย เราก็เลยลองเอาของกินให้มันกินดู เพราะว่าถ้ามันกินล่ะก็ แสดงว่ามันปกติ ไม่ได้ป่วย แต่ถ้าไม่กิน ป่วยแน่นอน เพราะปกติมันเป็นหมาขี้กินมากๆ แต่ว่ามันก็ยังดูเดินเหินอะไรได้เป็นปกติดี เราลองเอาตะไคร้ให้กินมันก็กินใหญ่เลย

จากนั้นเราก็พามันขึ้นบ้านนอน (นอนด้วยกัน) แต่เรารู้สึกว่าตัวมันร้อนขึ้นแล้วก็ตัวสั่นๆ แล้วบางทีก็ลุกเดินทำท่าเหมือนอึ คือ ทำท่าเบ่งแต่ก็ไม่มีอะไรออกมา บางครั้งก็เกร็งตัวทั้งๆ ที่ยังนอนตัวขดอยู่ คิดว่าคงมีปัญหาอะไรสักอย่างข้างในท้อง ตอนนั้นเราเดาว่าอาจจะท้องเสีย ท้องไม่ดีหรือเปล่า เราพยายามเปิดดูเหงือกเป็นระยะว่าซีดมั้ย แต่ก็ไมซีด แต่แล้วมีครั้งหนึ่งที่มันนอนขดแล้วเกร็งตัวปรากฏว่ามีเลือดออกจากอวัยวะเพศมัน แต่พอดีว่าช่วงนั้นเจ้าหมาปุ๊กมีฮีทอยู่พอดี เราก็เลยคิดว่าเป็นเลือดฮีทมั้ง แต่ก็เอะใจเพราะช่วงหลังๆ ที่มีฮีทแทบจะไม่ค่อยมีเลือดเลย คืนนั้นเราแทบไม่ได้นอนเลยทั้งคืนเพราะคอยดูเจ้าหมาปุ๊กตลอดคืน จนกระทั่งตี 4 ครึ่ง เราก็อุ้มหมาปุ๊กลงไปหาแม่ที่ห้องนอนแม่ชั้นล่าง บอกว่าแม่พาหมาปุ๊กไปหาหมอเถอะ ตัวมันร้อน มีเลือดออกด้วย แล้วมันทำท่าเกร็ง ตัวสั่นทั้งคืนเลย แม่ก็เลยพามันออกจากบ้านไปตั้งแต่ตี 5 ครึ่ง เพื่อรีบไปเอาคิวที่ รพส.เกษตร

ระหว่างนั้นเรางีบไปได้ไม่กี่นาทีก็ต้องตื่นแต่งตัวไปทำงาน พอถึงที่ทำงานเราก็ขอออกไปข้างนอกเพื่อไปดูหมาปุ๊กที่ รพส. กะว่าไม่นานนักก็คงเสร็จแล้วจะกลับไปทำงานต่อ ปรากฏว่าพอได้เจอหมอ หลังจากถามไถ่อาการแล้ว และผู้ช่วยวัดไข้พบว่าสูงถึง 105 (ปกติควรจะ 103) และมีเลือดแบบว่าจางมากๆ ออกจากอวัยวะเพศมันหมอก็บอกว่า ไข้สูงมาก ขนาดนี้อาจทำให้ช๊อคได้เลย เลยให้น้ำเกลือเพื่อลดไข้ และหมอสงสัยว่าจะเป็นมดลูกอักเสบ ก็เลยตรวจเลือดและจากนั้นหมอก็ให้ไปตรวจเอ๊กซเรย์ เสร็จแล้วกลับมาเจอหมออีกที หมอดูผลเอ็กซเรย์แล้วเพื่อความแน่ใจเลยให้ไปตรวจอัลตร้าวซาด์อีกรอบ ระหว่างรอพบหมออีกทีหลังจากตรวจอัลตร้าซาวด์แล้วหมอก็ให้ไปรอที่ห้องน้ำเกลือเพื่อรอให้ไข้ลด (ให้น้ำเกลือตลอดนับจากที่วัดไข้) พอถึงคิวพบหมออีกที ปรากฏว่าไข้หมาปุ๊กลดแล้ว แล้วหมอก็อ่านภาพที่ปริ๊นท์จากการทำอัลต้าซาวด์แล้วปรากฏว่ามีก้อนโตๆ อยู่ตรงมดลูก ซึ่งหมายความว่ามดลูกมันโตผิดปกติซึ่งเกิดมีท้องหรือมดลูกอักเสบ สำหรับหมาปุ๊กแล้วไม่ได้ท้องแน่นอนก็เลยมั่นใจได้ว่ามันเป็นมดลูกอักเสบชัวร์

หมอก็เลยถามว่าทางเราจะสะดวกให้เจ้าหมาปุ๊กผ่าตัดเร็วๆ นี้เลยได้มั้ย เพราะปล่อยไว้นานจะอันตรายมาก เราก็บอกว่าได้ โชคดีที่วันนั้นยังไม่ได้ให้หมาปุ๊กกินอะไร เพราะก่อนผ่าตัด 8-12 ชม. ต้องงดอาหาร หมอก็เลยรีบโทรไปแผนกศัลยกรรม พอดีว่าตอนนั้นมันเกือบเที่ยงแล้ว หมอไม่แน่ใจว่าวันนั้นจะยังมีคิวผ่าตัดว่างหรือเปล่า แต่ก็โชคดีมากที่ทางแผนกศัลยกรรมบอกว่ามีคิวว่างตอน 4 โมงเย็น หมอก็เลยบอกว่าเราจะรอที่ รพส. หรือกลับบ้านไปก่อนก็ได้ เราเลยบอกแม่ว่าเราอยากกลับบ้าน เพราะหมาปุ๊กจะได้พักผ่อน เนื่องจาก อยู่ที่ รพส. มันไม่ยอมนอนเลย เอาแต่นั่งบนตักเรามองนู่นมองนี่ คือยังดูมีเรี่ยวมีแรงดีเหมือนเดิม แต่ถ้าดูจากหน้าตามันก็ดูออกว่ามันป่วย เพราะตามันโรยๆ ไม่โตเจิดจ้าเหมือนยามปกติ เรากับแม่ก็เลยทุลักทุเลหอบหมาปุ๊กพร้อมสายและขวดน้ำเกลือขึ้นรถกลับบ้าน

ลืมพูดถึงผลเลือดไป จากผลเลือดของหมาปุ๊ก ปรากฏว่ามีค่าตับสูงมาก หมอก็เลยค่อนข้างเป็นกังวลถ้าจะต้องผ่าตัด เพราะว่ายาสลบที่ใช้จะมีผลต่อตับ ส่วนตัวเราแล้ว เราภาวนาตลอดตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุการณ์นี้แล้วว่าอย่าให้หมาปุ๊กเป็นอะไรที่ต้องเข้ารับการผ่าตัดเลย เพราะเรารู้สึกไม่ค่อยดีกับการผ่าตัด เรากลัวว่ามันจะไม่ปลอดภัยเพียงพอ แต่ว่าคราวนี้ทำยังไงก็เลี่ยงไม่ได้ แล้วหมอก็แจ้งเราว่าทางหมอจะบอกกับแผนกศัลยกรรมให้ใช้ยาสลบอีกตัวที่ไม่มีอันตรายต่อตับแทน เราก็เลยเบาใจขึ้นมาหน่อย

พอถึงบ้านเราก็พักผ่อนโดยนอนกับหมาปุ๊ก เพราะไม่งั้นแล้วมันจะไม่ยอมนอน พอบ่าย 3 ก็ออกจากบ้าน ถึง รพส. ก็ไปรอเรียกชื่อที่แผนกศัลยกรรมบนชั้น 2 พอถูกเรียกเราก็อุ้มปมาปุ๊กเข้าไปในห้อง มีเจ้าหน้าที่วางยาอยู่ 2 คน เราถามย้ำว่าทางคุณหมอข้างล่างแจ้งแล้วใช่มั้ยว่าให้ใช้ยาที่ไม่มีผลต่อตับ เขาก็พยักหน้า จากนั้นเราก็ช่วยจับหมาปุ๊กไว้ให้เขาเอาสายน้ำเกลือออกเอายาอะไรสีขาวๆ เสียบเข้าไปแทน หมาปุ๊กมองหน้าเราและพยายามดิ้น แต่รู้สึกเหมือนแค่วินาทีเดียวเท่านั้นมันก็อ่อนแรงลง ตาปรือจนปิด และหัวตกไปเลย เราใจเสียมากๆ น้ำตาจะไหล ยิ่งพอได้เห็นเจ้าหน้าที่เขาดึงลิ้นมันออกมาแล้วเอาอะไรสอดเข้าไปด้วยแล้วยิ่งรู้สึกแย่มาก ตอนนั้นเองที่เขาบอกให้เจ้าของออกไปได้แล้ว เข้าใจว่าคงไม่อยากให้เราเห็นภาพบาดตาแบบนั้นล่ะมั้ง

เราได้รับแจ้งว่าการผ่าตัดจะกินเวลาประมาณ 1 ชม. โดยเคสของหมาปุ๊กนั้นจะผ่าตัดมดลูกและตอนไปด้วยในคราวเดียวกัน คือตัดออกไปทั้งยวงเลย ระหว่างรอเราเดินไปที่โรงอาหาร ซื้อน้ำกับขนมปัง แต่ก็ไม่ได้กินหรอก เพราะวันนั้นทั้งวันกินอะไรไม่ลงเลย เสร็จแล้วก็กลับมานั่งรอที่แผนกศัลยกรรมเหมือนเดิม

1 ชม. ผ่านไปเขาก็เรียกชื่อให้เรารับแฟ้มประวัติหมาปุ๊กลงไปจ่ายเงินข้างล่างแล้วค่อยขึ้นมารับหมาปุ๊กอีกที เราก็รีบลงไปคิดว่าจ่ายเงินเสร็จเร็วก็จะได้เจอหมาปุ๊กเร็วๆ ปรากฏว่ากินเวลานานมากกว่าจะได้คิวจ่ายเงิน จนเราอดไม่ไหวแอบวิ่งไปที่ห้องพักฟื้น แล้วแอบดูตามช่องหน้าต่างก็เห็นหมาปุ๊กนั่งมึนๆ อยู่ในกรงสีชมพู เผอิญเจ้าหน้าที่มาเห็นก็เลยไล่เราไปที่อื่น กลัวว่าถ้าหมาเห็นเจ้าของแล้วมันจะตื่น ที่เขาไม่ให้เราเจอหมาเราทันทีก็เพราะหลังจากออกจากห้องผ่าตัดแล้วเขาจะนำสัตว์เลี้ยง (ไม่ว่าจะหมาหรือแมว) ไปไว้ที่ห้องพักฟื้นเพื่อดูอาการก่อนที่จะส่งคืนเจ้าของ ก็เลยให้เราไปจ่ายตังค์และรับยาก่อน ซึ่งเวลาจะพอดีกันกับที่จะส่งสัตว์เลี้ยงคืนให้เราได้ แต่ว่าวันนั้นมีคุป้าคนนึงพาหมาไปผ่าตัดเหมือนกัน แต่ว่าเป็นหมาตัวใหญ่ แกจ่ายเงินเสร็จตั้งนานแล้วก็ยังไม่ได้หมาแกคืน เพราะมันยังไม่ฟื้นสักที เห็นแกนั่งรอตั้งนานกว่าเจ้าหน้าที่จะมาตามว่าหมาแกฟื้นแล้ว

หลังจากเราจ่ายเงินและรับยาเรียบร้อยแล้ว (ทั้งหมด 3,575 บาท รวมทั้งค่าหมอ ค่าตรวจเลือด ค่าเอ๊กซเรย์ ค่าอัลตร้าซาวด์ ค่าผ่าตัด และค่ายา) เรารับแฟ้มกลับมาจากเคาน์เตอร์จ่ายยา ตอนนั้นเจ้าหน้าที่ถามเราว่า ยังไม่ได้สุนัขคืนใช่มั้ย เราก็ตอบว่าใช่ เค้าก็ยื่นแฟ้มประวัติหมาปุ๊กคืนให้เรา แล้วบอกให้เอาแฟ้มไปใส่กล่องที่หน้าห้องพักฟื้นแล้วเจ้าหน้าที่เขาจะเรียกเอง โชคดีที่ว่าหมาเราฟื้นแล้ว ตอนเอาแฟ้มไปวางเขาก็ให้เราเข้าไปรับหมาปุ๊กได้เลย

เจ้าหน้าที่เขาถามเราว่าหมาเราตัวไหน เราก็ชี้ไปที่กรงที่หมาปุ๊กอยู่ หมาปุ๊กเห็นเราก็ดีใจ ทั้งที่ยังมึนอยู่มากแท้ๆ เจ้าหน้าที่พยายามอุ้มหมาปุ๊กออกจากกรง แต่มันขืนตัว เราเลยย่อตัวลงแล้วยื่นไหลเราให้มัน มันก็ยกขาหน้าทั้งสองเกาะบ่าเรา (มันทำแบบนี้ประจำ) แล้วเราก็อุ้มมันออกมา น้ำลายงี้ยืดเป็นก้อนๆ เลย เจ้าหน้าที่บอกว่าเป็นเพราะยาสลบ จากนั้นเราก็พากันกลับบ้าน ตอนนั้นเป็นเวลาเลย 6 โมงเย็นมาแล้ว! โอ้ ออกจากบ้านตั้งแต่ตี 5 ครึ่งนะนั่น!

พอถึงบ้านก็หาอะไรให้หมาปุ๊กกินเพราะกลัวมันจะเพลียหลังจากที่ไม่ได้กินอะไรมาทั้งวัน มันก็กินลูกชิ้นที่เราฉีกเป็นชิ้นเล็กๆ ให้ไปไม้นึง ท่าทางมันยังมึนยาอยู่มาก เดินหัวตกหน่อยๆ และเดินแบบไม่มีจุดหมาย บางทีเดินไปหน่อยก็หยุดยืนอยู่อย่างนั้นแป๊บนึงแล้วเดินต่อ คืนนั้นเราปูที่นอนบางๆ นอนบนพื้นบ้านมันตรงนั้นเลย มันจะได้กินน้ำหรือเข้าห้องน้ำได้สะดวก เราเรียกมันมานอนด้วยมันก็เดินไปเดินมาแล้วก็นอนลงตรงมุมนึงไกลออกไป แล้วก็ลุกเดินย้ายที่นอนอีกหลายครั้ง แต่พอกลางดึกเราก็รู้สึกได้ว่าเจ้าหมาปุ๊กมันเดินมานอนแหมะลงตรงข้างเราแล้วก็หลับอยู่ตรงนั้นยันเช้า เดาว่าตอนนั้นคงจะหายมึนเยอะแล้ว

จากนั้นเราก็ทำแผลให้มันทุกวัน แผลดูแห้งและสะอาด แต่แผ่นที่ปิดแผลอะแถบกาวมันใหญ่ สงสารมากเลยตอนที่ลอกมันออกมา กาวมันแน่นมาก ผิวหนังที่ติดกาวเป็นผื่นแดงๆ เลยอะ แผลผ่าตัดเล็กนิดเดียวเอง เวลาทำแผลให้ใช้แค่เบตาดีนเช็ดๆ พอ จากนั้นก็วางผ้าก็อตช์บนแผลแล้วเอาเทปปิดเป็นอันเสร็จ อย่าใส่เบตาดีนซะชุ่มมากจะให้แผลเปียกและหายช้า และที่สำคัญอย่าให้หมากระโดดโลดเต้นมากนัก และอย่าให้มันเกาหรือแทะแผล เพราะจะทำให้อักเสบและไม่หาย บางคนต้องซื้อที่ครอบหัวมาใส่ให้หมาเพื่อกันมันแทะแผล แต่เราโชคดีที่หมาปุ๊กไม่แตะต้องแผลมันเลยสักนิด เราใส่เสื้อโดยหาตัวที่ยาวถึงท้องให้มันเพื่อให้คลุมผ้าปิดแผลไว้ เวลาไปนอนตามพื้นจะได้ไม่สกปรก ทุกวันที่ล้างแผลก็จะเห็นแผลมันแห้งลงๆ พอครบ 7 วันก็ไปตัดไหม

จนตอนนี้ หมาปุ๊กหายดีดังเดิมแล้วค่ะ แต่ว่าไปหาหมอเรื่อยๆ เพื่อรักษาโรคตับ เอาไว้จะเขียนต่อในคราวหน้านะคะ เพราะว่าคราวนี้ก็ยาวจนลายตาแล้วววว